วัดพระธาตุลำปางหลวง โดย คุณ moofight ถ่ายราวๆปี 2551 ภาพจาก http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=25898

Monday, July 6, 2009

บูรณะพระธาตุลำปางหลวง...ข่าวล่ามาจากกรมศิลปากร


"พระธาตุลำปางหลวง ตัวแทนเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางจักรวาล"
ภาพโดย วโรดม ศุขสวัสดิ์, หม่อมหลวง, 16 ธันวา 46


ผังพื้นพระธาตุลำปางหลวง
ที่มา : พรรณนิภา ปิณฑวณิช, การศึกษารูปแบบทางสถาปัตยกรรมวัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง วิทยานิพนธ์ สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2546


รูปด้านพระธาตุลำปางหลวง
ที่มา : พรรณนิภา ปิณฑวณิช, การศึกษารูปแบบทางสถาปัตยกรรมวัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง วิทยานิพนธ์ สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2546


วัดพระธาตุลำปางหลวงในอดีต (ปัจจุบันไม่มีเสาหงส์ด้านหน้าแล้ว) โปรดสังเกตเครื่องนหลังคาแบบเดิมก่อนที่เป็นศิลปะสกุลล้านนา ก่อนจะทำการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเครื่องบนแบบรัฐสยาม
ที่มา : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ พระนคร

ครั้งแรกบูรณะพระธาตุลำปางหลวงอายุ 1,329ปี
กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 25 มิถุนายน 2552 02:02

จังหวัดลำปางตั้งคกก.ดูแลการบูรณะองค์พระธาตุลำปางหลวงอายุราว 1,329ปีเป็นครั้งแรก ระบุช่างกรมศิลปากรเริ่มการบูรณะแล้ว กำหนดเสร็จ 5 มี.ค.53

นายจำลอง วรรณโวหาร ผู้ใหญ่บ้านลำปางหลวง หมู่ 1 ต.ลำปางหลวง อ.เกาะคา ลำปาง ในฐานะ คณะกรรมการดูแลการบูรณะองค์พระธาตุลำปางหลวง ซึ่งทางจังหวัดลำปางได้แต่งตั้งขึ้นมา เพื่อให้ทำงานติดตามร่วมกับภาคส่วนราชการและคณะทำงาน ในการบูรณะองค์พระธาตุลำปางหลวง

เขาเปิดเผยว่า ขณะนี้ช่างจากสำนักศิลปากรที่ 7 จังหวัดน่าน ได้เริ่มดำเนินงานบูรณะองค์พระธาตุลำปางหลวง ซึ่งมีอายุกว่า 1,329 ปี แล้ว

ในขั้นตอนแรก ทางเจ้าหน้าที่ได้ตั้งนั่งร้านรอบพระธาตุ แล้วขึ้นไปบนยอดสูงสุดขององค์พระธาตุ ซึ่งมี ความสูงประมาณ 50 เมตร เพื่อถอดแก้วแหวนเงินทอง เพชรนิลจินดาที่ประดับ และยอดฉัตรทองคำแท้ ลงมาตรวจสอบ และเตรียมซ่อมแซม เนื่องจากเมื่อ 20 ปีก่อน ยอดฉัตรถูกฟ้าผ่า

"การบูรณะองค์พระธาตุวัดลำปางหลวง ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรก ซึ่งทางจังหวัดลำปาง และคณะศรัทธาวัด มีแนวทางจะบูรณะองค์พระธาตุให้มีสภาพเดิมทุกอย่าง ไม่ให้เกิดความผิดเพี้ยนไปจากเดิม"

ผู้ใหญ่บ้านลำปางหลวง กล่าวอีกว่า ส่วนทรัพย์สินมีค่าทั้งหมดทางเจ้าหน้าที่ได้นำมาเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัยแล้ว และหลังจากการบูรณะองค์พระธาตุเสร็จเรียบร้อย ประมาณวันที่ 5 มีนาคม 2553 ทางคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ จะนำสิ่งของอันมีค่าทั้งหมดนำไปประดิษฐานและประดับไว้บนยอดฉัตรเหมือนเดิม

และในวันนี้(24 มิ.ย.) ทางเจ้าหน้าที่จะได้สำรวจความชื้นขององค์พระธาตุ โดยใช้สว่านเจาะฐานล่างสุดของพระธาตุเพื่อดูว่าส่วนไหนชำรุดเสียหายหรือไม่อย่างไร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้นำเรื่องเข้าหารือคณะกรรมการบูรณะองค์พระธาตุลำปางหลวงทุกฝ่าย ก่อนจะมีมติบูรณะในขั้นต่อไปจะดำเนินการอย่างไร
...................
อ่านเรื่องเกี่ยวกับพระธาตุลำปางหลวงเพิ่มเติมได้ที่
...................
ผู้สื่อข่าว
on Lampang :
เปิดโลกลำปาง

จันทร์ 6
กรกฎา 52

Thursday, July 2, 2009

อีกรางวัลของวัดปงสนุก...รางวัลอนุรักษ์จากสมาคมสถาปนิกสยามฯปี 52


โปสการ์ดนิทรรศการ คนตัวเล็กกับการอนุรักษ์ วันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร
ภาพจาก http://www.painaima.com/topic.php?mcat_id=5&scat_id=1&topic_id=1088

อ.วิถี พาินิชพันธ์ ในขบวนแห่สลุงหลวง ปี 2537
ภาพจาก พระน้อย แห่งวัดปงสนุก อ.อนุกูล ศิริพันธุ์ แห่งชุมชนบ้านปงสนุก

ลำปางยังไม่ร้างรางวัลจริงๆ ไม่กี่วันที่ผ่านมาเมืองลำปางพึ่งได้ฉลองการมาถึงของรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยามฯไป ก็มีข่าวมาอีกแล้วว่า จากการประกาศรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2552 วิหารพระเจ้าพันองค์ วัดปงสนุกก็ซิวไปอีก 1 รางวัล

วิหารพระเจ้าพันองค์ วัดปงสนุก จ.ลำปาง ได้รับรางวัลประเภทปูชนียสถานและวัดวาอาราม เช่นเดียวกับปีที่แล้วที่วัดบ้านก่อ อ.วังเหนือ จ.ลำปางคว้าไป ไม่เพียงเท่านั้นในประเภทองค์กร กลุ่มที่ชื่อ คนตัวเล็กกับการอนุรักษ์ อันมีศูนย์กลางอยู่ที่การอนุรักษ์วัดปงสนุกก็ได้รับรางวัลด้วย

ไม่เพียงเท่านั้นประเภทบุคคล อ.วิถี พานิชพันธ์ คนลำปางอีกท่านก็ได้รับรางวัลนี้เป็นเกียรติด้วย

ในปีนี้จึงยังมีเรื่องที่น่ายินดีเข้ามาเรื่อยๆ

ข้อมูลจาก
รายชื่อรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2552
............................
ผู้สื่อข่าว
on Lampang :
เปิดโลกลำปาง

พฤหัส 2
กรกฎา 52

เทศบาลทำหนังสือชมเชย เจ้าของตึกเก่าใจอนุรักษ์

อาคารบ้านพักเลขที่ 52-54 ถ.ทิพย์วรรณ ต.สวนดอก


กลุ่มอาคารแถวไม้ 2 ชั้น ถ.ทิพย์ช้าง
ภาพถ่ายโดย คุณอรรณพ สิทธิวงศ์
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คุณพัลลภา สุริยะมณี
ส่วนควบคุมอาคารและผังเมือง สำนักการช่าง เทศบาลนครลำปาง

นอกจากการวางยุทธศาสตร์การอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าในกระดาษแล้ว เทศบาลยังได้ทำงานเชิงรุกในการจัดทำโครงการและกิจกรรมต่างๆ ล่าสุดก็คือทำหนังสือชมเชยเจ้าของตึกเก่าที่ได้ทำการบำรุงรักษา แม้กระทั่งก่อสร้างใหม่ที่ส่งเสริมความเป็นเมืองเก่าของลำปาง

ส่วนควบคุมอาคารและผังเมือง โดยคุณอรรณพ สิทธิวงศ์ ผู้อำนวยการส่วนเล็งเห็นว่า เจ้าของอาคารเหล่านี้ได้แก่
1. คุณมยุรี เอื้อมลฉัตร เจ้าของอาคารบ้านพักเลขที่ 52-54 ถ.ทิพย์วรรณ ต.สวนดอก
และกลุ่มอาคารแถวไม้ 2 ชั้น ถ.ทิพย์ช้าง ต.สวนดอก
2. คุณอรุณ เพ็ชรสุวรรณ เจ้าของอาคารแถวไม้ 2 ชั้น เลขที่ 181
3. คุณสุพจน์ พงษ์พันธุ์ เจ้าของอาคารแถวไม้ 2 ชั้น เลขที่ 183
4. คุณอัมพร สุเมธวานิชย์ เจ้าของอาคารแถวไม้ 2 เลขที่ 185
5. คุณบุญชู นิทรากิจ เจ้าของอาคารแถวไม้ 2 ชั้น เลขที่ 187

ได้สนับสนุนการพัฒนาภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเมืองลำปางโดยการอนุรักษ์อาคารแถวไม้เดิม และตกแต่งทาสีอาคารใหม่ ซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดให้คืนสภาพอาคารเดิม รื้อถอนป้ายโฆษณาออกจากอาคาร ทำให้อาคารมีความสวยงาม ส่งเสริมเอกลักษณ์ทางด้านสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์เมือง

จึงเสนอเรื่องไปยังผู้บริหารว่าควรจะดำเนินการทำหนังสือแสดงความขอบคุณเจ้าของบ้าน และให้ประชาสัมพันธ์ความร่วมมือตามสื่อต่างๆ เพื่อเผยแพร่นโยบายการพัฒนาภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเทศบาลนครลำปางให้ประชาชนเข้าใจและสร้างการมีส่วนร่วม

จากหนังสือ สำนักการช่าง ส่วนควบคุมอาคารและผังเมือง ที่ ลป 52004/113 เรื่อง การชมเชยบุคคลผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาเมือง ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2552

ตามอ่านบางส่วนได้ใน
.........................
ผู้สื่อข่าว
on Lampang :
เปิดโลกลำปาง

พฤหัส 2
กรกฎา 52

เมื่อพระเรียนเป็น “ภัณฑารักษ์” ที่วัดปงสนุก ลำปาง : บทความในเว็บประชาไท


ป้ายแสดงกิจกรรมหน้าวัดปงสนุก


บรรยากาศการ workshop

วัดปงสนุกยังฮอตไม่เลิก มีคนนำความเคลื่อนไหวกิจกรรมของวัดไปลงใน เว็บไซต์ประชาไท ที่เป็นสื่อมวลชนออนไลน์กระแสรอง นำเสนอเรื่องการอบรมภัณฑารักษ์ถวายพระภิกษุจากวัดทั่วภาคเหนือ เชิญอ่านรายละเอียดด้านล่าง

เมื่อพระเรียนเป็น “ภัณฑารักษ์” ที่วัดปงสนุก ลำปาง
Wed, 2009-07-01 06:37

คณะวิจิตรศิลป์ มช. ร่วมกับ ยูเนสโก และมหาวิทยาลัยดีกิ้น ออสเตรเลีย จัดการอบรมให้แก่พระสงฆ์เรื่อง “โครงการเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ยูเนสโก” ที่วัดปงสนุก จ.ลำปาง ผู้จัดหวังพัฒนาศักยภาพชุมชนรอบวัดให้สามารถจัดการศิลปวัตถุในวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีรักษาความปลอดภัย ตลอดจนวิธีการในการจัดแสดงต่อสาธารณะ

คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกับองค์กรศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) และมหาวิทยาลัยดีกิ้น ประเทศออสเตรเลีย จัดการอบรมให้แก่พระสงฆ์เรื่อง “โครงการเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ยูเนสโก” (UNESCO Museum-to-Museum Partnership Project) เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา และสร้างความตระหนักในการดูแลรักษา และการอนุรักษ์ รวมถึงการจัดการมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ให้แก่คณะสงฆ์ โดยประเทศไทยได้รับเลือกเป็นโครงการนำร่องเป็นประเทศแรกในเอเชียแปซิฟิก ภายใต้แผนงาน “Museum Capacity-Building Program for Asia and the Pacific region”

ทั้งนี้แผนงานดังกล่าวได้แบ่งการจัดอบรมเป็น 2 ส่วน คือ การอบรมเกี่ยวกับพุทธศิลป์ล้านนา ซึ่งได้จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และการอบรมเกี่ยวกับการจัดการพิพิธภัณฑ์ ภายใต้ชื่อ “UNESCO Museum Capacity Building Program, Lampang Workshop” ในระหว่างวันที่ 16 - 21 มิถุนายน 2552 ที่วัดปงสนุก จังหวัดลำปาง เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการดูแลรักษา การอนุรักษ์ รวมถึงการจัดการมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติให้แก่คณะสงฆ์ของจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่โดยวัดปงสนุกซึ่งเป็นสถานที่จัดงานนั้นเคยได้รับรางวัลการอนุรักษ์ Award of merit จากโครงการ 2008 Asia-Pacific Heritage Award ของยูเนสโกในปีที่ผ่านมาจากเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูวิหารพระเจ้าพันองค์ อีกทั้งภายในวัดนั้นมีพิพิธภัณฑ์ที่ดำเนินการโดยพระสงฆ์และคนในชุมชนเอง

รศ.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์
ผู้ประสานงานโครงการ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวนั้นมีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของชุมชนรายรอบวัดให้สามารถจัดการศิลปวัตถุในครอบครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะการศึกษาทำความเข้าใจและลำดับความสำคัญศิลปวัตถุต่างๆ ในครอบครอง การดำเนินการอนุรักษ์ป้องกันความเสียหาย รวมทั้งให้ความประทับใจแก่ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ต่อไป โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวมทั้งพระภิกษุสงฆ์นั้นจะเป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการจัดการเช่นที่เป็นมาตามประเพณีปฏิบัติแต่โบราณนอกจากนี้ยังจะส่งผลให้ผู้ชำนาญการด้านพิพิธภัณฑ์ประจำศูนย์มรดกวัฒนธรรมแห่งเอเชียแปซิฟิก ณ มหาวิทยาลัย ดีกิ้น ได้พัฒนาความสัมพันธ์กับวัดต่างๆ ที่เข้าร่วมอบรม โดยผ่านทางกิจกรรมการฝึกอบรมที่จัดขึ้น

“ปัจจุบันศิลปวัตถุในวัดต้องเสี่ยงต่อภัยคุกคามทั้งจากผู้ค้างานศิลปะและความเสียหายจากสิ่งแวดล้อม โครงการฯ จึงต้องการฝึกอบรมพระภิกษุให้เข้าใจเทคนิคต่างๆ ที่ถูกต้องในการอนุรักษ์ การจัดการศิลปวัตถุในครอบครอง การรักษาความปลอดภัย ตลอดจนวิธีการในการจัดแสดงต่อสาธารณชน ส่วนใหญ่ศิลปวัตถุที่พบในวัดมักประกอบด้วยพระพุทธรูป ภาพพระบฎแสดงเรื่องชาดก ปั๊ปสา และหีบธรรมเป็นหลัก”

สำหรับการฝึกอบรมครั้งนี้นั้นจะมุ่งให้ประโยชน์แก่พระภิกษุในวัดปงสนุกและพระจากวัดอื่นๆ ในจังหวัดลำปาง ตลอดจนพระสงฆ์จากวัดในเชียงใหม่และลำพูนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งมีมรดกวัฒนธรรมในครอบครอง เนื่องจากวัดหลายแห่งได้เห็นตัวอย่างจากวัดปงสนุกจึงร้องขอให้มีการฝึกอบรมพระสงฆ์รวมทั้งบุคลากรของวัดเกี่ยวกับการอนุรักษ์และบริหารจัดการศิลปวัตถุในครอบครอง โดยบางส่วนนั้นมีความตั้งใจที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ของตนโดยให้ชุมชนดูแลเช่นเดียวกับที่วัดปงสนุก ซึ่งหลักสูตรการอบรมครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้สามารถนำกระบวนการประเมินความต้องการมาใช้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ พร้อมกับทดสอบความเป็นไปได้ที่จะให้การฝึกอบรมรูปแบบต่างๆ แก่ชุมชน โดยผลการฝึกอบรมนั้นจะถูกนำมาใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์พิพิธภัณฑ์ชุมชนต่อไป

ส่วนในระยะยาวนั้นผลที่ได้คาดว่าจะสามารถสร้างจิตสำนึกและความต้องการที่จะอนุรักษ์มรดกทางศาสนาในหมู่ผู้มีอำนาจตัดสินใจในพื้นที่ และเสริมสร้างศักยภาพในการให้การฝึกอบรมเกี่ยวกับงานพิพิธภัณฑ์อย่างต่อเนื่องในพื้นที่ผ่านทางหน่วยงานและองค์กรฝึกอบรมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งการที่องค์การยูเนสโกและรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมมือกันครั้งนี้นั้นน่าจะส่งผลดีแก่พระสงฆ์และชาวบ้านจังหวัดลำปางในการอนุรักษ์ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของชุมชนซึ่งก็คือการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนาด้วย รศ.วรลัญจก์ กล่าว
........................
ล้อมกรอบ

วัดปงสนุก จุดกำเนิดคนตัวเล็กกับการอนุรักษ์ สู่การยอมรับจากยูเนสโก
รณวัฒน์ จันทร์จารุวงศ์ รายงาน

องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)
สำนักงานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกได้มอบรางวัลทรงคุณค่า (Award of Merit) ให้กับทางวัดปงสนุกและคณะทำงาน อันเนื่องมาจาก “โครงการอนุรักษ์วิหารพระเจ้าพันองค์ วัดปงสนุก อ.เมือง จ.ลำปาง” ด้วยแนวคิดในการปฏิบัติงานอนุรักษ์แบบบูรณาการ ที่ไม่เพียงแต่อนุรักษ์เฉพาะตัวของผลงานจิตรกรรมฝาผนัง และโครงสร้างสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังให้ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ โดยได้จัดพิธีมอบรางวัลขึ้นที่วัดปงสนุก จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา

ดร.ริชารด์ อิงเกิลฮาร์ท
ที่ปรึกษาอาวุโสผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ ด้านวัฒนธรรมประจำองค์การยูเนสโกได้กล่าวว่ารางวัลนี้เป็นรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกขององค์การยูเนสโก ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อยกย่องให้ภาคเอกชนร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์อาคารและสิ่งก่อสร้างที่เป็นมรดกอันทรงคุณค่าในภูมิภาค โดยโครงการซึ่งได้รางวัลนั้นเป็นเครื่องยืนยันแนวความคิดว่าการอนุรักษ์ควรเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่เพียงฝ่ายเดียว

รศ.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์
อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าโครงการ ได้กล่าวว่าโครงการอนุรักษ์ในครั้งนี้นั้นเริ่มต้นจากความต้องการของชุมชนเอง และมีการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนท้องถิ่น ภาคเอกชน ศิลปิน และนักวิชาการ โดยเริ่มจากการศึกษาวิจัยทางกายภาพและประวัติศาสตร์ชุมชนเกี่ยวกับวิหารพระเจ้าพันองค์ ซึ่งทำให้ได้พบองค์ความรู้ในอดีตเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านคติความเชื่อ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์

จากการศึกษาพบว่าหม่อนดอยซึ่งเป็นฐานของวิหารพระเจ้าพันองค์นั้นเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งมีอายุเกิน 500 ปี และน่าจะเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีการสร้างหม่อนดอยเอง ในการศึกษานั้นได้มีการขุดข้างใต้วิหารพระเจ้าพันองค์ลึกลงไปที่ระดับ 7.5 เมตร โดยพบอาคาร 3 หลัง ที่มีอายุเกิน 500 ปี ซึ่งสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ที่ระบุว่าหมื่นโลกนครผู้รักษาเมืองเขลางค์เคยใช้เป็นที่ตั้งรับทัพอยุธยาที่ยกขึ้นมาตีล้านนาครั้งแรกในปี พ.ศ. 1929

ลักษณะตัวอาคารนั้นมีการผสมผสานระหว่างศิลปกรรมล้านนา พม่าและจีน ซึ่งหลงอยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางชาติพันธ์ระหว่างชาติเหล่านี้ ทั้งยังมีความเชื่อสืบกันมาว่า วิหารหลังนี้สร้างโดยช่างเชียงแสน เลียนแบบหอคำเมืองเชียงเกี๋ยง (เชียงเจิ๋ง) ในสิบสองปันนา ประเทศจีน ซึ่งไม่หลงเหลืออยู่แล้วในปัจจุบัน

รศ.วรลัญจก์ กล่าวว่าการรวบรวมวัสดุที่ต้องใช้ในการบูรณะนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก วัสดุหลายอย่างนั้นไม่สามารถหาใหม่ได้ ตัวอาคารเกือบทั้งหลังประดับด้วยกระจกจืน หรือกระจกตะกั่วที่สามารถงอได้ ซึ่งเป็นกระจกเก่าแก่ที่ในสมัยนี้ไม่มีการทำกันแล้ว ถึงแม้มีความพยายามที่จะผลิตขึ้นมาใหม่แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากองค์ความรู้ในการผลิตกระจกจืนนั้นได้สูญหายไป ขนาดกระทรวงพลังงานปรมาณูเพื่อสันติพยายามใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ยังไม่สามารถผลิตได้ จึงต้องไปรวบรวมมาจากวัดแห่งอื่นที่ได้รื้อทิ้งโดยไม่ทราบค่า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก นอกจากนี้เสาก็ พบว่าเสากลมภายในวิหารนั้นที่เป็นสีแดงนั้นได้เคยมีการลงรักปิดทองก่อนจะทาสีทับภายหลัง ซึ่งก็ได้มีการลงรักใหม่ให้ใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด

นายอนุกูล ศิริพันธ์
อาจารย์ประจำวิทยาลัยอินเตอร์เทค ลำปาง ซึ่งเป็นอดีตผู้นำชุมชนปงสนุก และเป็นตัวตั้งตัวตีในการอนุรักษ์วัดปงสนุกนั้นกล่าวว่า ตนมีความคิดที่ต้องการจะอนุรักษ์วิหารแห่งนี้ตั้งแต่แรกจนเมื่อได้เข้าไปศึกษาที่ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้นำความรู้ที่ได้มาใช้ในการอนุรักษ์วิหารแห่งนี้ โดยได้มีการฟื้นฟูประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ ที่เคยมีในอดีตให้นำมามาปฏิบัติในปัจจุบัน ทั้งได้มีการสืบสานองค์ความรู้ให้กับชุมชนโดยได้มีการอบรมช่างพื้นเมืองในพื้นที่ให้สามารถบูรณะเองได้เพื่อให้ทำหน้าที่ดูแลอาคารเหล่านี้ต่อไป

ขณะนี้ทางวัดปงสนุกได้รับความร่วมมือจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดทำพิพิธภัณฑ์ในบริเวณวัดเพื่อจัดแสดงศิลปวัตถุโดยยึดหลักความเรียบง่าย ทั้งป้ายข้อมูลและไฟส่องสว่างที่ใช้ แม้แต่เสื่อปูพื้นก็เป็นฝืมือถักทอของชาวบ้านในพื้นที่เอง

ทั้งนี้องค์การยูเนสโกได้เคยมอบรางวัลให้แก่โครงการอนุรักษ์ดีเด่นในประเทศไทยจำนวนหนึ่ง โดยครอบคลุมตั้งแต่อาคารที่เป็นวัง คือ โครงการอนุรักษ์พระราชวังเดิม และโครงการอนุรักษ์ตำหนักใหญ่ วังเทวเวศน์ กรุงเทพมหานคร และอาคารที่เป็นหน่วยงานอย่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงโครงการอนุรักษ์ชุมชน เช่น วัดสระทอง จังหวัดขอนแก่น และชุมชนอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
........................
ผู้สื่อข่าว
on Lampang :
เปิดโลกลำปาง

พฤหัส 2
กรกฎา 52

กาดกองต้าได้รางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยาม


รางวัลพระราชทานจาก สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์
บรรยากาศการแห่รางวัลบริเวณกาดกองต้าถนนคนเดิน วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2552
บรรยากาศการแห่รางวัลบริเวณกาดกองต้าถนนคนเดิน วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2552

ความจริงแล้วเป็นรางวัลของปี 2551 ดังที่เคยนำเสนอไปแล้วในกระทู้

ลำปางคว้า 3 รางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมฯระดับชาติ ในปี51 นี้

ซึ่งได้ลงข่าวเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 51 ซึ่งกล่าวไว้ว่า สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้คัดเลือกอาคารสถาปัตยกรรมในลำปาง จำนวน 3 แห่งให้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ดังต่อไปนี้
1.กลุ่มอาคารบริเวณกาดกองต้า ประเภทชุมชน
2.อาคารฟองหลี กาดกองต้า ประเภทอาคารพาณิชย์
3.วิหารวัดบ้านก่อ อ.วังเหนือ ประเภท ปูชนียสถานและวัดวาอาราม

แต่ในปีนี้ได้มีการพระราชทานรางวัลอย่างเป็นทางการดังข่าวจากเทศบาลนครลำปางต่อไปนี้

ชุมชนกาดกองต้า อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ได้รับพระราชทานรางวัล “ อนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2551” จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ประเภท อาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ

โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2552 เวลา 9.00 น. ดร.นิมิตร จิวะสันติการ นายกเทศมนตรีนครลำปาง เป็นผู้แทนชุมชนกาดกองต้า ได้เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท รับพระราชทานรางวัล “ อนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2551” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร

และเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2552 ดร.นิมิตร จิวะสันติการ นายกเทศมนตรีนครลำปาง และชาวชุมชนกาดกองต้า ได้ร่วมกันแสดงความชื่นชม ยินดี ความภาคภูมิใจ และเฉลิมฉลองรางวัลอันทรงคุณค่าประวัติศาสตร์ เพื่ออนุรักษ์สภาพอาคาร ร้านค้า ในอดีตที่ยังคงคุณค่าของสถาปัตยกรรม ศิลปะและความรุ่งเรืองในอดีตที่ผ่านมาของนครลำปางให้คงอยู่สืบต่อไป
...............
ผู้สื่อข่าว
on Lampang :
เปิดโลกลำปาง

พฤหัส 2
กรกฎา 52

Wednesday, June 24, 2009

24 มิถุนา 2475 การปฏิวัติสยาม กับ พานรัฐธรรมนูญในลำปาง


หมุดปฏิวัติสยาม 2475 แสดงจุดที่คณะราษฎรยืนอ่านประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1
ที่มา :
http://prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8601&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai


นายสรอย ณ ลำปาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของลำปาง ในปีพ.ศ.2476
ที่มา :
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=34145


อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ที่มา : http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=35


ลวดลายพานรัฐธรรมนูญ บริเวณหน้าแหนบวิหาร วัดปงหอศาล อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ระบุว่าสร้าง 19 มีนาคม 2475 (ปฏิทินใหม่ก็คือ มีนาคม 2476) หลังการปฏิวัติสยามเป็นเวลา 9 เดือน
ที่มา :
เมธี เมธาสิทธิ สุขสำเร็จ


ชิ้นส่วนที่คาดว่าจะเป็นหน้าแหนบวิหาร วัดสบทะ อ.แม่ทะ บริเวณตรงกลางจะมีลักษณะคล้ายพานแว่นฟ้าเทินรัฐธรรมนูญ
ที่มา :
เมธี เมธาสิทธิ สุขสำเร็จ


ดาวเพดานวิหารหลวง วัดนากว้าว อ.แม่ทะ มีลักษณะเป็นพานธรรมดาเทินอะไรบางอย่างที่คล้ายพับธรรม หรืออาจตีความได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญ?
ที่มา :
เมธี เมธาสิทธิ สุขสำเร็จ


ภาพเขียนบนคอสอง วิหารพระเจ้าพันองค์วัดปงสนุก อ.เมือง (เขียนขึ้นมาใหม่จากแบบเดิม)


เครื่องบนหลังคาวิหารหลวงเดิม วัดปงสนุกเหนือ


หน้าแหนบ วิหารหลวง วัดล้อมแรด อ.เถิน


อาจกล่าวได้ว่า ประเด็นที่ได้รับการถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการทั่วไปในเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อ 77 ปีที่ผ่านมาแล้วนั้นได้มีการต่อสู้ช่วงชิงกันมาโดยตลอด และที่เป็นรู้จักกันก็คือ คณะราษฎร (อ่านว่า คะ-นะ-ราด-สะ-ดอน) ผู้ก่อการนั้น ชิงสุกก่อนห่ามและได้มีความพยายามในการดิสเครดิตคณะราษฎรเสมอมา จนทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับคณะราษฎรสูญหายไป ไม่ว่าจะทั้งในระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่น

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของลำปาง คือ
นายสรอย ณ ลำปาง ในปีพ.ศ.2476
การจัดตั้งเทศบาลเมืองลำปาง อันเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการออกแบบใหม่โดยคณะราษฎร ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2478 (ก่อนหน้านั้นเป็นระบบสุขาภิบาลที่อำนาจและการบริหารอยู่ภายใต้การปกครองส่วนภูมิภาค ซึ่งไม่สู้มีประสิทธิภาพนัก) ที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกในช่วงปีพ.ศ.2479-2480 มีขุนมลารักษ์ระบิน (แพ อินทภู่-เคยดำรงตำแหน่งจากการแต่งตั้งมาก่อนในเดือนสิงหาคม-กุมภาพันธ์ 2479 ปฏิิทินเก่า) เป็นนายกเทศมนตรี [1]


ในกระแสการเปลี่ยนแปลงได้มีการต่อสู้ทางสัญลักษณ์เพื่อแทนที่ความรับรู้จากระบอบเดิม และสิ่ง
สำคัญที่คณะราษฎรได้ให้ความหมายอย่างมากก็คือ การให้ความสำคัญกับชาติและประชาชน ดังที่เราจะเห็นวัฒนธรรมประดิษฐ์จำนวนมากถูกผลิตขึ้น เช่น เพลงชาติไทย แต่งครั้งในปีพ.ศ. 2477 (ทำนองโดยพระเจนดุริยางค์ คำร้องโดยขุนวิจิตรมาตรา ก่อนที่จะถูกปรับเปลี่ยนในเวลาต่อมา) การประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ (พ.ศ.2481) การเปลี่ยนชื่อจากประเทศสยามมาเป็นประเทศไทย (พ.ศ.2482) รวมไปถึงการยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การให้ความหมายกับรัฐธรรมนูญ ดังเห็นได้จากการที่รัฐบาลสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (พ.ศ.2482) ที่มียอดเป็นพานแว่นฟ้าที่เรียกกันอย่างลำลองว่า พานรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่น เป็นรูปธรรมและเป็นที่เข้าใจง่าย(แม้จะมีอีกสัญลักษณ์หนึ่งที่ถูกนำมาใช้ก็คือ เรื่องหลัก 6 ประการของคณะราษฎร อันได้แก่ เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ สามัคคี เสรีภาพ การศึกษา ได้นำมาใช้เป็นเลขมงคล และองค์ประกอบหลักในงานสถาปัตยกรรม แต่ก็ยากในการจดจำและทำความเข้าใจ) ขณะที่พานแว่นฟ้าก็มีนัยยะถึงสถานะความศักดิ์สิทธิของรัฐธรรมนูญในตัวมันเอง (แต่อย่างไรก็ตามมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยที่คนยังไม่รู้จักรัฐธรรมนูญกันถ้วนทั่ว ว่ากันว่าบางคนเข้าใจผิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นลูกพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร และนายกรัฐมนตรี)

พิธีกรรมที่สำคัญที่สืบเนื่องก็คือ
งานฉลองรัฐธรรมนูญ ที่ผนวกเอาความศักดิ์สิทธิ์ของระบอบใหม่รวมเข้ากับความบันเทิงของคนท้องถิ่นต่างๆ กลายเป็นงานสำคัญของเมือง
ลำปางได้ใช้สนามฟุตบอลโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยในการจัดงาน มีการบันทึกไว้โดย อ.สักเสริญ (ศักดิ์) รัตนชัย ว่า ในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2477 ได้มีขบวนแห่งานฉลองรัฐธรรมนูญจังหวัดลำปาง ในขบวนรถมีการอัญเชิญรัฐธรรมนูญจำลองมา และยังมีพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีร่วมขบวนด้วย[2]

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในจังหวัดลำปางได้ปรากฏสัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญในที่ต่างๆ
เช่น หน้าแหนบวัดปงหอศาล อ.แม่ทะ ระบุว่าสร้างเสร็จวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2475 แต่เป็นการนับปฏิทินแบบเก่าที่เริ่มต้น ถ้าแปลงพ.ศ.ก็จะกลายเป็น 15 มีนาคม พ.ศ.2476 หรือวัดอื่นๆในแม่ทะ เช่น ชิ้นส่วนที่คาดว่าจะเป็นหน้าแหนบของวัดสบทะ ดาวเพดานวิหารวัดนากว้าว แต่ลักษณะของพานนี้เป็นพานชั้นเดียว(พานแว่นฟ้าจะเป็นพานสองชั้นซ้อนกัน)ก็อาจตีความได้ทั้งสองอย่างคือสื่อถึงรัฐธรรมนูญ หรือเป็นพานที่รองรับพับสาธรรมะทั่วๆไป

แผงคอสองวิหารพระเจ้าพันองค์ วัดปงสนุก
อ.เมือง ที่ระบุว่าอยู่ในปี พ.ศ.2482 เช่นเดียวกันกับเครื่องบนหลังคาของวิหารหลวงวัดปงสนุก(เหนือ) หลังเก่าที่ถูกรื้อไปแล้ว แต่ยังเก็บชิ้นส่วนนี้ไว้ที่พิพิธภัณฑ์ สันนิษฐานว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ส่วนทางใต้ของลำปางก็พบมีการใช้สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญ บริเวณหน้าแหนบวิหารหลวง วัดล้อมแรด อ.เถิน
และยังมีอีกหลายแห่งที่ยังมิได้การสำรวจอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามปัจจุบัน อ.ชาญคณิต อาวรณ์ กำลังทำการศึกษาค้นคว้าอยู่ เชื่อว่าอีกไม่นานเราจะได้ขยายเพดานความรู้เกี่ยวพานรัฐธรรมนูญในเชิงวิชาการและเกร็ดประวัติศาสตร์เพื่อต่อยอดกันต่อไป


[1]ทำเนียบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง (ตั้งแต่พ.ศ.2476-ปัจจุบัน)” และ "ทำเนียบนายกเทศมนตรีเมืองลำปาง" ใน วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดลำปาง (กรุงเทพฯ : กระทรวงมหาดไทย ; กระทรวงศึกษาธิการ, 2544, น.17 และ 19
[2] ศักดิ์ รัตนชัย. คู่มือประวัติศาสตร์ศึกษายุทธเวหาลำปาง เรื่อง ลำปางกับเหตุการณ์ญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2, 2543, น.47

หนังสือแนะนำเพิ่มเติม

ชาตรี ประกิตนนทการ. การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิย
,กรุงเทพฯ : มติชน, 2547
ชาตรี ประกิตนนทการ.
คณะราษฎรฉลองรัฐธรรมนูญ : ประวัติศาสตร์การเมืองหลัง 2475 ผ่านสถาปัตยกรรม"อำนาจ", กรุงเทพฯ : มติชน, 2548
.......................
ผู้สื่อข่าว
on Lampang :
เปิดโลกลำปาง

ย่ำรุ่ง
พุธ 24
มิถุนา 52